Posted on

“น้ำมันมะพร้าว” สุดยอดสรรพคุณทั้งสุขภาพและความงาม

หากจะให้นึกถึงผลไม้ชนิดหนึ่งที่ให้ประโยชน์พร้อมด้วยสรรพคุณมากมาย แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นต้องมี “มะพร้าว” อยู่อันดับต้น ๆ แน่นอน ไม่เฉพาะผลมะพร้าวที่มีประโยชน์มหาศาล ประโยชน์ของมะพร้าว มีตั้งแต่รากในดินถึงลำต้น ก้านมะพร้าว ใบมะพร้าว เปลือกมะพร้าว กะลามาพร้าว เนื้อมัพร้าว น้ำมะพร้าว จาวมะพร้าว เรียกว่าทุกส่วนของต้นมะพร้าวนำมาใช้ประโยชน์ได้หมด

“น้ำมันมะพร้าว” สรรพคุณครอบจักรวาล
น้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันที่มีประโยชน์มาก หากรับประทานเพื่อสุขภาพ น้ำมันมะพร้าวเป็น “ไขมันแคลอรีต่ำ” และบำบัดความหิวได้ดีกว่าไขมันหรืออาหารอื่น ผู้ที่ทานน้ำมันมะพร้าวจะไม่หิวเป็นเวลานาน และตลอดทั้งวัน จึงทานอาหารน้อยกว่าผู้ที่ทานน้ำมันอื่น ๆ ทำให้มีแคลอรีน้อยกว่า จนไม่มีเหลือสะสมเป็นไขมัน นอกจากนี้ยังช่วยรักษาโรค  เสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยให้กระดูกแข็งแรง เผาผลาญไขมัน กระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์ กระตุ้นการทำงานของสมอง ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ หากใช้กลั้วคอจะช่วยขจัดเชื้อโรคในลำคอและลดกลิ่นปากได้ด้วยนอกจากนี้หากใช้เป็นประจำน้ำมันมะพร้าวยังช่วยสมานแผลต่างๆ ได้ด้วย

น้ำมันมะพร้าวกับความงาม
น้ำมันมะพร้าวยังมีประโยชน์ด้านความงามอีกด้วย สามารถนำมาใช้สำหรับเครื่องสำอางค์ได้ทั้งการช่วยดูแลผมและผิว น้ำมันมะพร้าวหมักผม ช่วยบำรุงเส้นผมทำให้ผมดกดำ ทำให้สวยเงางามอย่างเป็นธรรมชาติ น้ำมันมะพร้าวใช้ช่วยบำรุงผมเสีย แก้ปัญหาผมร่วง ผมแตกปลาย
นอกจากนี้ น้ำมันมะพร้าวยังช่วยรักษาอาการผิดปกติทางผิวหนัง เช่น โรคเรื้อน สิว โรคสะเก็ดเงิน หากใช้ทาหน้าบาง ๆ ก่อนนอนแทนครีมบำรุงผิวได้ จะช่วยให้ผิวหน้าเนียนนุ่มไม่แห้งกร้าน รุ้สึกว่าผิวหน้าละเอียดขึ้น หน้าเนียนขึ้น รอยด่างดำจากสิวจางลงมากอย่างไม่น่าเชื่อ

“น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น” คืออะไร

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เป็นการผลิตน้ำมันที่ได้จากการนำมะพร้าวมาแยกน้ำมันออกจากเนื้อมะพร้าวด้วยวิธีสกัดเย็น ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ใช้ความร้อนและไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการแปรรูปทางเคมี น้ำมันที่ได้จึงมีลักษณะใสเหมือนน้ำ ไม่มีกลิ่นหืน อาจกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของมะพร้าวปนมาด้วย เพราะเหตุนี้เองน้ำมันมะพร้าวจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์”

วิธีทำน้ำมันมะพร้างสกัดเย็น

ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร แนะนำกรรมวิธีทำน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็น โดยทั่วไป มะพร้าว 6-7 ลูก จะสามารถผลิตน้ำมันมะพร้าวได้ 1 ลิตร ขั้นตอนการทำมีดังนี้
1. คั้นกะทิ โดยผสมน้ำต่อมะพร้าวขูด ในอัตรา 1 : 1
2. นำน้ำกะทิที่ได้ใส่ในตู้เย็น หรือช่องทำน้ำแข็ง หรือแช่ในถังน้ำแข็ง เพื่อให้กะทิแยกชั้นชัดเจน
3. แยกเอาชั้นครีมชั้นบนของกะทิมาใส่โถหมัก
4. ปิดโถด้วยผ้าขาวสะอาด ตั้งไว้ 36-48 ชั่วโมง ในที่สะอาด อากาศโปร่ง จะสังเกตเห็นชั้นน้ำมัน เมื่อครบ 24
ชั่วโมง ตั้งไว้จนน้ำมันแยกชั้นสมบูรณ์
5. ตักน้ำมันออกมากรองด้วยผ้าขาวบางที่พับไว้หลายชั้น
6. ไล่น้ำออกไปจากน้ำมันที่กรองได้ ด้วยหม้อต้ม 2 ชั้น สังเกตว่าไม่มีฟองปุดขึ้นมาแล้ว จึงใช้ได้
7. ตั้งทิ้งไว้อีก 1 สัปดาห์ เพื่อให้น้ำมันใสและตะกอนต่างๆ จะตกไปที่ก้นภาชนะ
8. บรรจุขวด

คำแนะนำในการผลิต
1. ผ่ามะพร้าว แล้วล้างน้ำให้สะอาด ก่อนนำมาขูด
2. ไม่ใช้มะพร้าวงอกและมะพร้าวที่มีตาชื้นแฉะ เพราะหากมีจุลินทรีย์ปะปนจะได้น้ำมันที่มีกลิ่นแรง
3. มะพร้าวขูดต้องนำมาคั้นกะทิทันที ไม่ทิ้งไว้หรือแช่ตู้เย็น เพราะหากมีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ทำให้ไม่เกิดการ
แยกชั้นน้ำมัน
4. หากคั้นกะทิด้วยมือ ควรคั้นนานๆ เพื่อให้ได้กะทิที่มีความมันมาก
5. ควรใช้ภาชนะพลาสติกใสเป็นโถหมัก เพื่อสังเกตการแยกชั้นน้ำมันได้ง่าย
6. ไม่ตั้งโถหมักในห้องครัว เพราะจะมีเชื้อราขึ้นที่ผิวกะทิ

ถึงแม้ว่าสรรพคุณน้ำมันมะพร้าวดุจของวิเศษ แต่กรรมวิธีผลิตก็ยุ่งยากพอสมควร จึงมีผู้ผลิตมากมายคิดค้นผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นออกสู่ตลาดให้ผู้บริโภคเลือกใช้
————————————————————————————————

ให้โอกาส ซีไนน์ ได้ดูแลคุณ

ซีไนน์ นาโน โคโคนัท ออย เซรั่ม

คุณสมบัติ เซรั่มบางเบาซึมไวทำให้ผิวกระจ่างใส เนียนนุ่ม น่าสัมผัสและสามารถบำรุงเส้นผมให้แข็งแรงเงางามลดปัญหาผมแตกปลายและลดการหลุดร่วงของเส้นผม

เป็นเซรั่มที่สกัดจากน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น และยังมีส่วนผสมที่เป็นตัวบำรุงชั้นดี ได้แก่ สารสกัดวิตามิน C วิตามิน E และสารสกัด นานาชนิด ทำให้เนื้อเซรั่มบางเบาและซึมไว คุณค่าดีต่อทั้ง ผิว หน้า และผม ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส เนียนนุ่ม น่าสัมผัสและสามารถ บำรุงเส้นผมให้แข็งแรงเงางาม ลดปัญหาผมแตกปลายและผมร่วงได้ด้วย เหมาะมากสำหรับมีติดไว้ประจำหน้ากระจก เพราะใช้ได้ทั้งหญิงและชาย ผู้ชายใช้ทาหลังโกนหนวดจะรู้สึกสบายผิวดีมาก สำหรับผู้หญิงยังใช้ช่วยทำความสะอาดเครื่องสำอางค์ทั้งเช็ดทำความสะอาดและบำรุงผิวในตัว ผิวแตก ส้นเท้าแตกยังช่วยได้ สารพัดประโยชน์แบบนี้มีไว้ในขวดเดียว ภูมิใจแนะนำค่ะ
“ซีไนน์ นาโน โคโค่นัท ออย เซรั่ม”


By : Eedsbuyzone

Posted on

หมดปัญหาผมร่วงด้วย ‘Lupinus Protein’

หยุดปัญหาผมร่วงด้วย โปรตีนจากลูพิน

โปรตีนจากลูพิน คือสารสกัดจากต้นลูพิน พืชมหัศจรรย์จากเมดิเตอร์เรเนียน มีประโยชน์ใช้สอยมากมาย และอุดมไปด้วยสารอาหาร โดยเฉพาะประโยชน์เกี่ยวกับการดูแลหนังศรีษะและเส้นผม

 

‘ผมร่วง’ คือปัญหาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะอายุเท่าใด หรือเพศอะไร ซึ่งสาเหตุของการเกิดผมร่วงนั้นก็มีมากมายหลายสาเหตุ เช่นเกิดจากฮอร์โมน ความเครียด การขาดสารอาหาร และโรคทางผิวหนัง ซึ่งปัจจุบันก็มีทางเลือกในการรักษาและดูแลปัญหาผมร่วงเยอะแยะมากมาย แต่ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงสารสกัดจากลูพิน ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนักแต่กลับมีประสิทธิภาพสูงในการจบทุกปัญหาเรื่องหนังศรีษะและเส้นผม

 

โปรตีนจากลูพินมีคุณสมบัติในการลดผมร่วง และกระตุ้นการงอกของเส้นผม อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆ ช่วยรักษาสมดุลฮอร์โมนบริเวณรากผม และกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณหนังศรีษะ ส่งผลให้การลำเลียงสารอาหาร และออกซิเจนเป็นไปโดยสะดวกทำให้เส้นผมและหนังศรีษะแข็งแรง ลดปัญหาการหลุดร่วงของเส้นผม

และนี่คือประโยชน์ของสารสกัดจากพืชที่น้อยคนจะรู้จัก แต่ช่วยแก้ปัญหาของมนุษยชาติได้อย่างดี ซึ่งวิธีการใช้ประโยชน์ของโปรตีนจากลูพินนั้นก็ง่ายนิดเดียว เพียงแค่ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่ส่วนผสมของโปรตีนจากลูพินในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้นก็พอ และหากท่านผู้อ่านสนใจประโยชน์ของโปรตีนจากลูพิน เราขอแนะนำผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมจาก C9 (ซีไนน์) ในซีรีย์ชุด ‘C9 Hair Care’ ซึ่งประกอบไปด้วย 

C9 Lupin Shampoo Hair Care และ C9 Lupin Conditioner Hair Care   ยาสระผมและครีมนวดผมที่มีส่วนผสมของโปรตีนจากลูพิน เพียงแค่ใช้เป็นประจำก็ช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้ แต่ถ้าท่านใดอยากจบปัญหารังแคบนหนังศีรษะ ซึ่งเป็นอีกสาเหตุสำคัญของอาการผมร่วง เราขอแนะนำ C9 Lupin Hair Tonic ผลิตภัณฑ์โทนิคบำรุงผม และหนังศีรษะ ช่วยบำรุงหนังศีรษะ และกระตุ้นการเติบโตของเส้นผม และสำหรับท่านที่ต้องการให้ผมขึ้น หรือยาวเร็วขึ้น C9 Lupin Hair Serum คือสิ่งที่ท่านไม่ควรพลาด เพราะเซรั่มตัวนี้มีสารสกัดโปรตีนจากลูพินเข้มข้นที่สุดในซีรีย์ Hair Care ของแบรนด์ C9 ผู้เขียนได้ลองใช้แล้ว ต้องบอกว่าได้ผลจริง ๆ ครับ

แฮร์โทนิค ลดการขาดหลุดร่วงของเส้นผม
C9 แฮร์เซรั่ม Hair Serum

และในโอกาสต่อไป เราจะมาแนะนำสารอาหารที่จะช่วยลดปัญหาการผมร่วง ติดตามข่าวสารและบทความดี ๆ ได้จากสบายโซนได้ที่ www.sbuyzone.com หรือแฟนเพจ Sbuyzone แล้วพบกันในโอกาสต่อไปครับ

Posted on

จัดการได้ถูกเมื่อรู้จักอาการ “ปวดเมื่อย”

ใครไม่เคยมีอาการ “ปวดเมื่อย” บ้างยกมือขึ้น!!!
พอฟังคำถามนี้ก็สงสัยขึ้นมาทันทีว่า จะมีใครบ้างหรือไม่ ที่ไม่เคยมีอาการปวดเมื่อยเลย ไม่ว่าจะปวดขาปวดแขนปวดไหล่ ปวดข้อมือ ปวดอะไรก็แล้วแต่ น่าจะไม่มีนะ ทุกคนผ่านอาการปวดเมื่อยมาทั้งนั้น ตั้งแต่เด็ก ๆ เรียนพละก็มักจะปวดเมื่อยเสมอ ๆ จนถึงวัยทำงาน ไม่ว่าจะอาชีพอะไรก็มีโอกาสปวดเมื่อยได้ทุกอาชีพ อยู่บ้านทำงานบ้านก็ปวดเมื่อยได้ง่ายเหลือเกิน แม้จะไม่ได้ทำอะไร นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่เฉยๆ ก็ปวดเมื่อยขึ้นมาซะงั้น

หนีไม่พ้นอาการปวดเมื่อย เราจึงต้องมาทำความเข้าใจกับอาการปวดเมื่อยกันดีกว่านะคะ

อาการปวดเมื่อยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง แบ่งกลุ่มอาการตามสาเหตุได้ 5 กลุ่ม ดังนี้

  1. การปวดเมื่อยที่มีสาเหตุจากกล้ามเนื้อ

การปวดกล้ามเนื้อมักพบที่คอ บ่า หลัง และเอว เป็นส่วนใหญ่ อาการจะปวด ๆ เมื่อย ๆ บริเวณที่เป็นปัญหา และมักจะเป็นผลจากการอยู่ในท่าหนึ่งท่าใดที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน เช่น การนั่งทำงานในท่าหลังงอเป็นเวลานาน อาจจะเป็นความเคยชิน ท่านอนที่ไม่เหมาะสมก็เป็นเหตุทำให้ปวดเมื่อยได้ง่าย หมอนสูง หมอนแข็ง หมอนยุบ ก็เป็นสาเหตุให้ปวดเมื่อยคอได้ ที่นอนที่ยุบตัวจะทำให้หลังอยู่ในท่างอเกินไป ทำให้ปวดหลังได้ ที่นอนที่แข็งเกินไป ถ้านอนหงายช่วงสะโพกจะกดที่นอน แต่ช่วงเอวที่เว้าขึ้นจะลอยไม่มีอะไรรองรับก็จะทำให้เมื่อยเอวได้ การยกของหนักในท่าที่ไม่ถูกต้องก็เป็นสาเหตุให้เกิดการเจ็บปวดที่กล้ามเนื้อได้ง่ายเช่นกัน

  1. อาการปวด จากเส้นเอ็น

อาการปวดจากเส้นเอ็นพบบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวข้อมาก ๆ เช่น บริเวณไหล่ ศอก ข้อมือ ส้นเท้า เอ็นร้อยหวาย สาเหตุเพราะเส้นเอ็นในบริเวณนั้นเกิดการอักเสบ จะมีอาการปวดมาก และไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ เช่นไหล่ติด จะยกแขนไม่ขึ้น ไม่สามารถขยับได้เหมือนปกติ และถ้าไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจจะทำให้เกิดความพิการได้

  1. อาการปวดจากเส้นประสาทถูกกดทับ

อาการปวดจากเส้นประสาทกดทับจะปวดแสบ และร้าวไปตาม เส้นประสาท ตำแหน่งที่พบบ่อยคือที่บริเวณกระดูกคอ เกิดขึ้นจากกระดูกสันหลังบริเวณคอเสื่อม มีแคลเซียมมาเกาะ และกดลงไปที่เส้นประสาทที่ออกจากช่องระหว่างกระดูกคอ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดที่คอ ไหล่ และอาจจะปวด ลงไปที่แขน และมือ ส่วนใหญ่มักจะมีอาการที่คอด้านใดด้านหนึ่ง หรืออาจจะเป็นทั้ง 2 ด้านก็ได้

นอกจากที่คอแล้ว บริเวณหลัง เอว ก็เกิดอาการนี้ได้บ่อยเช่นกัน ส่วนมากเกิดจากการยกของหนัก ในท่าที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ส่วนของกระดูกสันหลังที่เรียกว่า หมอนรองกระดูก ซึ่งอยู่ระหว่างกระดูกสันหลัง 2 อัน เคลื่อนออกมาจากตำแหน่งเดิม มากดทับเส้นประสาทที่อยู่ใกล้เคียง ผู้ป่วยจะเกิดอาการปวดหลังอย่างมาก และส่วนใหญ่จะเป็นแบบเฉียบพลัน จะมีอาการปวดร้าวไปที่ขาข้างใดข้างหนึ่ง อาการปวดที่รุนแรงจนถึงขั้นต้องนอนพักหลาย ๆ วัน

  1. ปวดข้อ

อาการปวดข้อพบได้มากในกลุ่มผู้สูงอายุ ข้ออาจเสื่อม พบมากที่ข้อเข่า หรือผู้ที่เป็นโรคอ้วนหรือมีน้ำหนักมาก หรือคนที่ทำงานแบกหามของน้ำหนักมาก ๆ นาน ๆ ทำให้ข้อเข่าต้องรับน้ำหนักมากกว่าปกติ ลักษณะการนั่งของบางคนที่นิยมนั่งกับพื้น นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิหรือนั่งยอง ๆ มีการพับงอของหัวเข่าอย่างมาก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อรอบเข่า มีการยืดผิดปกติ  เลือดจะมาเลี้ยงเข่าไม่สะดวก ทำให้เกิดปัญหาข้อเข่าได้

ข้อเสื่อมบริเวณนิ้วมือก็พบได้เช่นกัน จะมีอาการปวดและข้อบวมโตกว่าปกติ ที่ข้อนิ้วมือส่วนปลายเกือบทุกนิ้ว ส่วนมากมักพบในกลุ่มผู้หญิงที่ต้องทำงานบ้าน เช่น ซักผ้า บิดผ้าเป็นต้น

 

นอกจากนี้การปวดข้อยังมีสาเหตุจากโรคอื่น ๆ ได้ เช่น โรคเก๊าท์ การติดเชื้อในข้อ  รูมาตอยด์ เป็นต้น ผู้ป่วยโรคเก๊าท์มีสาเหตุจากกรดยูริกในเลือดไปตกตะกอนที่ข้อ ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น  ส่วนใหญ่ มักจะเริ่มปวดข้อครั้งแรกในวัยกลางคน มักปวดที่ข้อที่ข้อนิ้วหัวแม่เท้าเป็นส่วนใหญ่ แต่อาจจะปวดที่ข้ออื่น ๆ ก็ได้ ที่ข้อจะมีอาการบวม แดง ร้อนชัดเจน และเจ็บมากเวลามีการเคลื่อนไหวหรือถูกกระทบกระทั่ง บางครั้งรักษาหายแล้ว แต่ไม่ดูแลตัวเอง ไม่ควบคุมอาหาร ก็อาจทำให้โรคกำเริบได้อีก ดังนั้นคนที่เป็นโรคเก๊าท์จะต้องพบแพทย์และติดตามการรักษาเป็นระยะ เพื่อควบคุมให้ปริมาณกรดยูริกในเลือดอยู่ในระดับที่เหมาะสม

  1. การปวดเมื่อยจากเส้นเลือด

ถ้าเส้นเลือดแดงตีบแคบลง เลือดเดินไปสู่กล้ามเนื้อไม่สะดวก จะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยที่กล้ามเนื้อส่วนที่เส้นเลือดแดงตีบได้  ซึ่งการปวดจะค่อนข้างเร็ว จนไม่สามารถทำภารกิจต่อได้ ต้องหยุดพัก หรือหยุดเคลท่อนไหว เช่น ถ้าเส้นเลือดแดงที่ขาตีบ หากเดินมาก แต่เลือดไปเลี้ยงที่ขาไม่ได้ ทำให้กล้ามเนื้อขาปวดมากจนเดินต่อไม่ไหวจนต้องหยุดเดินและนั่งพัก จนอาการดีขึ้นจึงจะสามารถจะเดินต่อไปได้อีก

หลอดเลือดดำผิดปกติ เนื่องจากลิ้นกั้นในหลอดเลือดดำผิดปกติไป ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ขา พบในคนที่ต้องยืนทำงานเป็นเวลานาน ๆ และอาจพบบ่อยในสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ เมื่อทารกในครรภ์โตขึ้น น้ำหนักจะกดลงที่เส้นเลือดดำในช่องท้องส่วนล่าง ทำให้เลือดดำจากขากลับสู่ช่องท้องไม่สะดวก เลือดจึงคั่งอยู่ที่ขา ทำให้ลิ้นกั้นในหลอดเลือดดำเสีย เกิดอาการปวดเมื่อยที่กล้ามเนื้อขาได้ มักปวดในช่วงเย็นของวันที่มีการยืนมาก ๆ และอาจปวดมากขึ้นในเวลานอน ทำให้นอนไม่หลับได้

นอกจากนี้ตำราแพทย์แผนไทยยังระบุว่า “ความเครียด” ยังเป็นสาเหตุของอาการปวดเมื่อยได้ เพราะคนที่เกิดความเครียด จะกระวนกระวาย นอนไม่หลับ เลือดลมจะไหลเวียนไม่สะดวก ไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหรือร่างกายในจุดต่าง ๆ ได้ดี ส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อยได้เช่นกัน

สรุปต้นเหตุที่แท้จริงของอาการปวดเมื่อยมาจาก
1. การใช้งานกล้ามเนื้ออย่างหนักเป็นเวลานาน
2. การผิดปกติทางกาย เช่น หลังงอ น้ำหนักมาก
3. ท่าทางในการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น ยกของหนักผิดท่า การนั่ง การนอน การเดิน การยืน การกระโดด การ
วิ่ง การหมุน ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจจะเร็วเกินไป หรือมีแรงกระแทกแรงเกินไป
4. อายุที่มากขึ้น เป็นเหตุให้เกิดการเสื่อมของร่างกายได้
5. โรคที่อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือจากพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกต้อง
6. ความเครียด

ไม่ว่าจะปวดเมื่อยที่ส่วนใด หรือจากสาเหตุใด จำเป็นต้องรักษาให้ถูกต้องตามหลักทางการแพทย์ ซึ่งบางครั้งต้องใช้เวลานานพอสมควร ดังนั้น การใช้ยาทาหรือยานวด จึงเป็นทางออกที่ดีที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ แม้ไม่ใช่การรักษาโรคให้หาย แต่สามารถช่วยให้ไม่ต้องทุกข์ทรมานจากอาการปวดเมื่อยได้ ทำให้รู้สึกสบายตัวขึ้น สามารถทำงานได้ตามปกติ
—————————————————————————————————————————————-

ให้โอกาส ซีไนน์ ได้ดูแลคุณ…

ซีไนน์ ยาครีมผสมสมุนไพรไทย”

บรรเทาอาการปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก เส้นเอ็นตึง นิ้งล็อค ปวดเมื่อยหรือบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย การทำงานหนัก และอาการปวดเมื่อยจากสาเหตุต่าง ๆ ผลิตจากสมุนไพรไทยสกัดเข้มข้น ถึง 6 ชนิด ได้แก่
เหง้าขมิ้นชัน

ต้นตะไคร้หอม

ผิวมะกรูด

หัวไพลสด

ใบส้มป่อย

ใบมะขามไทย

เนื้อครีมเนียนซึมซับได้เร็ว กลิ่นหอมสมุนไพรเหมือนการทำอโรมา จึงช่วยทำให้สดชื่นคลายความเครียดซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ปวดเมื่อยได้ ผลิตจากโรงงานที่มีศักยภาพในการสกัดสารสมุนไพรแบบขัมข้น ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและปลอดภัย ที่สำคัญคือขึ้นทะเบียนตำรับยาแผนโบราณ เป็นยาสามัญประจำบ้าน ที่ทุกบ้านควรมีไว้

 

 

By : Eedsbuyzone

Posted on

5 เครื่องดื่มในมื้อเช้า ตัวช่วยในการ “ลดน้ำหนัก”

หลายคนจะทราบดี ว่าการลดน้ำหนัก ลดความอ้วนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องฝืนความเคยชินส่วนตัว ต้องลุกมาออกกำลังกาย ต้องเข้มงวดในการควบคุมอาหาร ต้องอดของชอบทั้งหลาย ซึ่งก็ไม่แปลกถ้าจะรู้สึกเหนื่อยกับความพยายามนี้ ดังนั้น น่าจะดีกว่าถ้าเราจะมีตัวช่วยอื่นๆ ที่ทำควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้ความพยายามในการลดน้ำหนักกลายเป็นความลำบากแล้วล้มเลิกไปเสียก่อน

เพราะการลดน้ำหนักจะเห็นผลและประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่อง ทั้งการควบคุมอาหารอย่างเหมาะสม และการออกกำลังกายเป็นประจำ แต่จริงๆ แล้ว หากคุณรู้เคล็ดลับ ว่าแค่เปลี่ยนแปลงมื้อเช้าสักเล็กน้อยเท่านั้น สามารถช่วยให้การลดน้ำหนักของคุณง่ายขึ้น ทุกเช้า คุณอาจจะดื่มกาแฟเพียงแก้วเดียวเพราะคิดว่าเป็นตัวเลือกที่ดีในการลดน้ำหนัก แต่มีตัวช่วยที่ดีและมีประโยชน์กว่านั้น หากคุณต้องการแค่เครื่องดื่มสักแก้วในมื้อเช้า

ซึ่งเคล็ดลับในการลดน้ำหนัก ควรจะเริ่มจากการเริ่มต้นวันใหม่ด้วยสิ่งที่ดีต่อสุขภาพและคงระดับพลังงานในร่างกายไว้ตลอดวัน แล้วรู้ไหม? ว่าเครื่องดื่มง่ายๆ บางอย่างอาจทำให้สุขภาพของคุณเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ที่สำคัญเครื่องดื่มเหล่านี้ยังมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักได้ในเวลาเดียวกัน นี่คือ 5 เครื่องดื่มสุขภาพที่ทำได้ง่ายและรวดเร็วซึ่งคุณสามารถดื่มมันเป็นกิจวัตรประจำวันทุกเช้า เพื่อสุขภาพที่ดีและช่วยให้การลดน้ำหนักง่ายขึ้น (ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ควรทำควบคู่ไปกับการคุมอาหารและออกกำลังกายเป็นประจำ)

  1. น้ำมะนาวผสมเมล็ดเจีย

ทั้งมะนาวและเมล็ดเจียล้วนมีประโยชน์ในการลดน้ำหนัก ซึ่งเมื่อนำทั้งสองมารวมกัน ยิ่งได้เป็นเครื่องดื่มที่มหัศจรรย์สำหรับการลดน้ำหนัก และสุขภาพโดยรวมเลยทีเดียว วิธีการเตรียมไม่ได้ยุ่งยาก เพียงใช้น้ำอุ่น 1 แก้ว ผสมกับน้ำมะนาวครึ่งลูก ทั้งนี้ยังสามารถเติมน้ำผึ้งลงไปได้เล็กน้อย เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมขึ้น จากนั้นเติมเมล็ดเจียลงไป ใช้ดื่มทุกเช้า เพื่อช่วยในการลดน้ำหนัก ล้างพิษสาร ต่อต้านอนุมูลอิสระ และประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย

  1. ชาเขียว

ชาเขียวแท้ๆ ที่ไม่เจือปนอะไรเลยมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่าง เนื่องจากชาเขียวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ กรดอะมิโน วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี สารในกลุ่มแซนทีนอัลคาลอยด์ คือ กาเฟอีน และธิโอฟิลลีน ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง สารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ซึ่งมีส่วนช่วยป้องกันความเสี่ยงจากโรคต่างๆ และยังนิยมใช้เป็นเครื่องดื่มสำหรับลดน้ำหนักอย่างแพร่หลายด้วย ฉะนั้นจะรออะไร ทุกๆ เช้า ลองเปลี่ยนจากกาแฟแก้วโปรดมาดื่มชาเขียวดูสิ!

  1. น้ำส้มสายชูแอปเปิลไซเดอร์

เป็นน้ำส้มสายชูที่ได้จากการหมักแอปเปิลสด แอปเปิลไซเดอร์มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เนื่องจากไม่ผ่านความร้อนและการกรอง จึงยังคงเอนไซม์และแร่ธาตุจากธรรมชาติไว้ ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดที่เป็นโทษต่อร่างกาย ลดน้ำตาลในเลือด บำรุงหัวใจ และช่วยเรื่องลดน้ำหนัก เตรียมน้ำเปล่าครึ่งแก้วแล้วเติมน้ำส้มสายชูแอปเปิลไซเดอร์ลงไป 1 ช้อนโต๊ะ (แต่อย่าเติมมากเกินไป เพราะมีความเป็นกรดสูง รสเปรี้ยวจัด) ใช้ดื่มทุกเช้า แต่ควรใช้หลอดดูด เพื่อลดโอกาสการทำลายเคลือบฟันจากความเป็นกรดสูง

  1. น้ำดีท็อกซ์

หากคุณต้องการลดน้ำหนักและมีสุขภาพที่ดีด้วย คุณสามารถเลือกน้ำดีท็อกซ์ได้ ซึ่งน้ำดีท็อกซ์ก็ดีท็อกซ์สมชื่อ จึงเป็นอีกทางเลือกที่ดีเยี่ยมในการขับของเสีย ขับสารพิษออกจากร่างกาย และเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน ในการทำน้ำดีท็อกซ์ก็ไม่ได้ยาก คุณอาจใช้แตงกวา น้ำมะนาว ใบมิ้นท์ และขิงฝานลงไปในน้ำเปล่าที่เตรียมไว้ จากนั้นเก็บทิ้งไว้สักระยะ เมื่อได้ที่ก็นำออกมาดื่มในตอนเช้า หรือจะดื่มแทนน้ำเปล่าระหว่างวันก็ได้เช่นกัน

  1. น้ำยี่หร่า

น้ำยี่หร่านั้นมีประโยชน์อย่างมากในการลดน้ำหนัก ซึ่งเครื่องดื่มนี้ช่วยปรับกระบวนการเผาผลาญของคุณได้ นอกจากนี้น้ำยี่หร่า ยังช่วยลดความหิวและเพิ่มการเผาผลาญไขมัน เพียงแช่เมล็ดยี่หร่า 1 ช้อนโต๊ะลงในน้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้ข้ามคืน กรองเอากากเมล็ดยี่หร่าออกแล้วดื่มทุกเช้า หรือถ้าไม่อยากกรอกออก คุณจะดื่มน้ำยี่หร่าแล้วเคี้ยวเมล็ดยี่หร่าไปด้วยก็ได้

บทความ https://www.sanook.com/health/28445/

Posted on

“แอสตร้าเซนเนกา-ซิโนแวค” วัคซีนโควิด-19 เป็นความหวังของคนไทยได้จริงหรือ?

หลังจากผ่านพ้นปฏิทินปี 2021 มา 5 เดือนเต็ม ในที่สุดประเทศไทยก็กำลังเดินหน้าเข้าสู่ขั้นต่อไปของการ “ฉีดวัคซีน” ไวรัสโควิด-19 หรืออีกนัยหนึ่ง คือการเปิดให้ประชากรไทยลงทะเบียนผ่านแพลตฟอร์ม “หมอพร้อม” เพื่อเตรียมตัวรับวัคซีนอย่างทั่วถึง

แต่ประเด็นที่ใครหลายคนอยากรู้ก่อนจรดนิ้วลงทะเบียน คงหนีไม่พ้นเรื่องสองยี่ห้อวัคซีน “ม้าเต็ง” อย่าง แอสตร้าเซนเนกา (AstraZeneca) และ ซิโนแวค (Sinovac) ที่ถูกถามถึงกันไม่เว้นวัน ว่า “ประสิทธิภาพ” รวมถึง “ผลข้างเคียง” ที่เกิดขึ้น จะคุ้มค่าพอให้เราเลิกแขนเสื้อขึ้นฉีดหรือไม่

แต่ก่อนจะพูดเจาะลึกถึงสองม้าเต็ง เราอยากจะขยายความถึงม้าเบอร์อื่นๆ ให้ชัดเจนขึ้นเสียก่อน เพื่อง่ายต่อการเทียบข้อแตกต่าง และชั่งน้ำหนักความคุ้มค่าของวัคซีนแต่ละชนิดอย่างชัดเจนที่สุด

วัคซีนโควิด-19 มีกี่ชนิด

นายแพทย์สมชัย ลีลาศิริวงศ์ ที่ปรึกษาผู้จัดการความเสี่ยง โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลกับเราว่า วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคโควิด-19 ทั้งหมดในปัจจุบัน มีอยู่ 4 ชนิดหลักๆ โดยแบ่งจากเทคนิคที่ใช้ในการผลิตวัคซีนโควิด-19 ได้แก่

mRNA vaccines หรือวัคซีนชนิดสารพันธุกรรม เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เคยใช้กับการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคอีโบล่า วัคซีนชนิดนี้จะใช้สารพันธุกรรมของโควิด-19 หรือเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) เข้าไปกำกับการสร้างโปรตีนส่วนหนาม (spike protein) และทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโควิด-19 ออกมา โดยมี BioNTech/Pfizer และ Moderna เป็นสองยี่ห้อที่ใช้เทคโนโลยีนี้

Viral vector vaccines หรือวัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ พัฒนาโดยการนำไวรัสที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลงแล้ว หรือไม่สามารถแบ่งตัวได้อีก มาตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อใช้เป็นพาหะ แล้วฝากสารพันธุกรรมของโควิด-19 เข้าไป ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ซึ่งเทคนิคนี้เป็นวิธีที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี

เนื่องจากเลียนแบบการติดเชื้อที่ใกล้เคียงธรรมชาติ โดยมีวัคซีนจาก Johnson & Johnson, Sputnik V รวมถึง ‘Oxford – AstraZeneca’ ที่ผลิตจากเทคนิคนี้

Protein-based vaccines หรือวัคซีนที่ทำจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ ไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2)  โดยการนำเอาโปรตีนบางส่วนของโควิด-19 เช่น โปรตีนส่วนหนาม มาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ ก่อนฉีดเข้าร่างกาย แล้วนำมาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ เมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส ใช้กันมานานแล้ว เพราะเป็นเทคนิคที่ใช้ผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนตับอักเสบชนิดบี ซึ่ง Novavax เป็นหนึ่งยี่ห้อที่ใช้เทคนิคนี้ในการผลิต

Inactivated vaccines หรือวัคซีนชนิดเชื้อตาย เป็นการผลิตขึ้นจากการนำเชื้อโควิด-19 มาทำให้ตายด้วยสารเคมีหรือความร้อน ก่อนฉีดเข้าร่างกายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส เทคนิคนี้ผลิตได้ค่อนข้างช้า และต้นทุนสูง เนื่องจากต้องผลิตในห้องปฏิบัติการนิรภัยระดับ 3 ซึ่งเจ้าที่ใช้เทคนิคนี้คือ Sinopharm และ Sinovac

ผลข้างเคียงจากวัคซีนโควิด-19

เมื่อรับรู้ถึงที่มาที่ไปของเทคนิคที่ใช้ในการผลิตวัคซีนในแต่ละชนิด ความคาดหวังต่อมาคงหนีไม่พ้นปัจจัยด้านความเสี่ยง หรือ “ผลข้างเคียง” ที่ดูจะมีหลายอาการจนน่าสับสน ซึ่งจริงๆ แล้วผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ผู้มีผลข้างเคียงส่วนใหญ่มักมีอาการร่วมกัน อย่าง จุดปวด บวม แดง คัน หรือช้ำ ตรงจุดฉีดวัคซีน, อาการคลื่นไส้ – มีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รวมถึงรู้สึกอ่อนเพลียและไม่สบายตัว ซึ่งเป็นผลข้างเคียง “ชนิดไม่รุนแรง” ที่พบแทบในวัคซีนทุกชนิด

“ประเด็นที่คนไทยกำลังกังวลคือ ข่าวผลข้างเคียงที่รุนแรง โดยเฉพาะภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากวัคซีนแอสตร้าเซนเนกา” โดย “สำนักงานการแพทย์ยุโรป (EMA) ประกาศว่าวัคซีนชนิดนี้ อาจมีความเชื่อมโยงกันกับภาวะดังกล่าว หลังมีรายงานว่ามีผู้ป่วยภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรก”

“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หลายหน่วยงานด้านสาธารณสุขระดับโลกรายงานตรงกันว่า หากเทียบสัดส่วนประชากรที่รับการฉีดแล้ว ภาวะดังกล่าวมีสัดส่วนเกิดขึ้นต่ำมาก เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้ว หลายฝ่ายจึงให้ข้อสรุปว่า การเดินหน้าฉีดวัคซีนเพื่อลดโอกาสเสียชีวิตจากโควิด-19 จะมีประโยชน์มากกว่าการระงับใช้วัคซีนไปเลย”

ส่วนอีกหนึ่งที่กำลังเข้าสู่ประเทศไทยหลักล้านโดส อย่าง ซิโนแวค แม้ล่าสุดจะถูกเอ่ยถึงอาการข้างเคียงคล้ายอัมพฤกษ์ ซึ่งอาจเป็นความผิดปกติทางระบบประสาทชั่วคราว แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันที่ชัดเจนในหัวข้อดังกล่าว

แอสตร้าเซนเนกา-ซิโนแวค วัคซีนโควิด-19 เป็นความหวังของคนไทยได้จริงหรือ?

ด้วยรายงานต่างๆ นานา ของทั้ง แอสตร้าเซนเนกา และ ซิโนแวค อาจจะยากเสียหน่อยที่จะยกวัคซีนทั้งสองให้เป็นม้าตัวความหวังของประเทศไทย แต่อย่างน้อยที่สุดแล้วทั้งคู่ต่างก็เป็นวัคซีนที่ได้รับการรับรองจากองค์กรอนามัยโลกแล้ว มีการอนุมัติใช้แล้วในหลายประเทศ และยังผ่านการขึ้นทะเบียนและได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประเทศไทย อย่างถูกต้อง

รศ.พญ.รวีรัตน์ สิชฌรังษี กุมารแพทย์ด้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ให้ข้อมูลวัคซีนทั้งสองชนิดว่า “ในประเทศไทย จะใช้ แอสตร้าเซนเนกา ฉีดให้กับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป บริเวณต้นแขนรวม 2 โดส ห่างกัน 10-12 สัปดาห์ และหลีกเลี่ยงการฉีดให้กับผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างมาก ส่วน ซิโนแวค จะฉีดให้กับผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-59 ปี บริเวณต้นแขนรวม 2 โดสเช่นกัน แต่ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ และยกเว้นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ระบาดรุนแรง จะต้องฉีดห่างกัน 2 สัปดาห์เท่านั้น”

“ประเทศไทยเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนให้กลุ่มเสี่ยงทั้ง 4 ไปแล้ว ซึ่งประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า, ผู้มีโรคประจำตัวหรือโรคกลุ่มเสี่ยง, ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคโควิด-19 ซึ่งหลังจากมีการนำเข้าวัคซีนมากขึ้น กระทรวงสาธารณสุขจึงได้เริ่มดำเนินการวางแผนงานฉีดวัคซีนให้คนทั่วไป กับโรงพยาบาล 1,500 แห่งทั่วประเทศ ผ่านแพลตฟอร์ม หมอพร้อม”

แพลตฟอร์ม “หมอพร้อม” จะเปิดให้ลงทะเบียนผ่าน LINE Official Account ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ เป็นต้นไป อีกทั้งยังเปิดให้ประชาชนได้ศึกษาวิธีใช้งาน รวมถึงรายละเอียดที่ต้องแจ้ง ผ่านทางเว็บไซต์ https://หมอพร้อม.com อีกด้วย

แม้จะสรุปไม่ได้ว่าการฉีดวัคซีนทั้งสองชนิด เป็นทางรอดของคนไทย 100% หรือไม่ แต่เราก็เชื่อว่าการเข้าถึงข้อมูลของวัคซีนโควิด-19 ที่มากพอ จะช่วยสร้างความหวังให้คนไทยได้ ตัดสินใจเลือก “ทางเลือก” ในการก้าวผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยตัวเอง

บทความจาก https://www.sanook.com/health/28429/

Posted on

ฟ้าทะลายโจร

ฟ้าทะลายโจร

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees (วงศ์ Acanthaceae) 

ชื่ออื่น : ฟ้าทะลาย หญ้ากันงู น้ำลายพังพอน เมฆทะลาย ฟ้าสะท้าน 

ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย “ฟ้าทะลายโจร” จัดเป็นสมุนไพรที่มีรสขม อยู่ในกลุ่มยาเย็น มีสรรพคุณทางการแพทย์แผนไทย ใช้บรรเทาอาการไข้หวัด แก้ไอและเจ็บคอ เป็นสมุนไพรที่ได้ถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (บัญชียาจากสมุนไพร) กระทรวงสาธารณสุข ในรูปแบบยาเดี่ยว

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวสมุนไพรฟ้าทะลายโจรกันอย่างแพร่หลาย มีข้อมูลสนับสนุนจากงานวิจัยทางคลินิก พบว่า สมุนไพรฟ้าทะลายโจรมีส่วนช่วยรักษาอาการของโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ (acute respiratory tract infection) เช่น อาการไอ อาการเจ็บคอได้ดี ในปี พ.ศ.2555 ได้มีข้อมูลงานวิจัย จากผู้ป่วยจำนวน 807 คน พบว่าผลิตภัณฑ์สารสกัดจากฟ้าทะลายโจรร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ ขนาดรับประทาน 31.5-200 มิลลิกรัม/วัน รับประทานเป็นเวลา 3-10 วัน มีผลช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการไอเนื่องจากไข้หวัด (common cold) และอาการอักเสบของระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้

ในมุมมองการเกิดโรคหรืออาการตามศาสตร์การแพทย์แผนไทยนั้น อาการไข้ ไอ เจ็บคอ เป็นอิทธิพลของธาตุไฟที่เพิ่มปริมาณสูงขึ้น ทำให้เกิดอาการดังกล่าว เราจึงสามารถใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น (สมุนไพรฟ้าทะลายโจร) เพื่อใช้ในการรักษาอาการที่ส่งผลมาจากอิทธิพลของไฟที่เพิ่มขึ้นได้ พูดง่ายๆคือ ใช้ความเย็น ปรับหรือลดปริมาณความร้อนในร่างกายให้สมดุลนั่นเอง แต่หากใช้ในปริมาณเกินความจำเป็นก็อาจส่งผลทำให้ ร่างกายมีปริมาณความเย็นเกินไป ส่งผลทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ตามมาได้ เช่น อาการชาต่างร่างกาย แขน-ขาอ่อนแรง ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเสีย หรือผื่นแพ้ตามร่างกาย เป็นต้น

ฟ้าทะลายโจร

https://mgronline.com/qol/detail/9630000017651