Posted on

หากคุณรัก “ผม” คุณต้องใช้ “เคราติน”

สาวหลายคนคงเคยรู้จัก “เคราติน” จากร้านทำผม เพราะเป็นตัวทรีทเม้นท์ผมให้สวยงาม ซึ่งช่างเสริมสวยมักชอบเชียร์ให้ลูกค้าใช้ โดยบอกว่า ผมที่เสียจากการทำสีผม ดัดผม ยืดผม และจากการถูกรบกวนจากมลภาวะรอบกาย โดนทั้งความร้อน และสารเคมี สิ่งปนเปื้อนต่างๆ รวมถึงขาดการบำรุงที่ดีและไม่เพียงพอ จึงทำให้เส้นผมได้รับความเสียหาย ทั้งแห้ง แตกปลาย ชี้ฟู หยาบกระด้าง และหลุดร่วง หากได้ทำทรีทเม้นท์ด้วย “เคราติน” จะช่วยบำรุงผมให้แข็งแรง ผมที่เสียจะกลับมาดูสวย เงางามมีน้ำหนัก ไม่หลุดร่วงง่าย ไม่ว่าจะเคยใช้หรือไม่ก็ตาม สงสัยกันมั้ยคะว่า “เคราติน” นี้คือสารอะไร มีคุณสมบัติ และให้ประโยชน์อย่างไร เรามาทำความรู้จักกับเคราตินให้มากขึ้นกันนะคะ

เคราติน (KERATIN) คืออะไร

“เคราติน” เป็นชื่อของโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างสำคัญของผิวหนัง, เล็บ, ขน, และเส้นผมของมนุษย์ (และในเขา, นอ, ขน, เกล็ด, และกรงเล็บของสัตว์ชนิดอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งในใยแมงมุม) โปรตีนเคราตินที่พบในคนและสัตว์มีกระดูกสันหลังมีโครงสร้างเป็นเส้นใย โดยกรดอะมิโนที่พบมากที่สุดในโครงสร้างของเคราติน คือ ซิสเตอีน (cysteine)ซึ่งซิสเตอีนแต่ละโมเลกุลมีการเชื่อมต่อกันด้วยเป็นพันธะไดซัลไฟด์ (disulfide bond) ซึ่งเป็นพันธะที่แข็งแรงมาก จึงส่งผลให้โปรตีนเคราตินมีความแข็งแรงและทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

ต้นกำเนิดของเคราตินถูกสร้างโดยเซลล์ผิวหนังคีราติโนไซต์ (keratinocyte)ซึ่งเป็นเซลล์ต้นกำเนิดของผิวหนังที่พบได้บริเวณชั้นล่างสุดของผิวหนังชั้นนอก (epidermis)

เคราตินมีบทบาทเกี่ยวกับการเสริมสร้างความแข็งแรงของอวัยวะและปกป้องเซลล์เยื่อบุผิวจากการถูกทำร้ายจากสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม โดยช่วยป้องกันการดูดซึมของสารต่างๆเข้าสู่ร่างกาย ลดอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลต และป้องกันการระเหยของน้ำจากผิวหนัง

เคราตินทำหน้าที่เป็นตัวประสานเนื้อเยื่อของผิวหนังเข้าด้วยกัน คุณสมบัติของเคราตินคือสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับชั้นเซลล์ผิวหนังและเป็นแหล่งความชุ่มชื้นของเส้นผม เส้นขนและเล็บ รวมถึงเป็นแหล่งอาหารที่ช่วยให้เซลล์ต่างๆ เจริญเติบโตได้เป็นปกติอีกด้วย

เคราตินบนผิวหนัง
เคราตินที่พบบริเวณผิวหนังชั้นนอก เช่น ที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า มีลักษณะเป็นแผ่นบาง และมีความอ่อนนุ่ม(soft keratin)มากกว่าที่พบบริเวณเส้นผมขน และเล็บ เนื่องจากโมเลกุลของโปรตีนมีพันธะไดซัลไฟด์น้อยกว่า
หากบริเวณผิวหนังขาดเคราติน จะทำให้ผิวแห้ง แตก ลอกเป็นขุย

เคราตินในเส้นผมและขน
ส่วนเส้นผมและขนที่ยื่นออกมาจากผิวหนัง (hair shaft) มีโปรตีนเคราตินเป็นส่วนประกอบถึง 95 เปอร์เซ็นต์ เคราตินที่พบจัดเป็นชนิดแข็ง (hard keratin) เนื่องจากมีพันธะไดซัลไฟด์จำนวนมาก โดยเคราตินที่บริเวณชั้นนอกสุดของเส้นผม (cuticle) มีการรวมตัวและยึดเกาะกันแน่นจนมีลักษณะเป็นแผ่นคล้ายกระเบื้อง ในขณะที่ชั้นกลาง (cortex) ซึ่งเป็นชั้นที่ใหญ่ที่สุด จะพบเคราตินแบบเส้นใยอัดตัวกันแน่นและพันเป็นเกลียวตามแนวยาวของเส้นผม โดยที่ชั้นนี้จะมีเม็ดสีเมลานิน (melanin) ที่ทำให้เส้นผมมีสีต่าง ๆ ตามเชื้อชาติของแต่ละคนอีกด้วย
การทำสีผม ดัด ยืดผม รวมถึงการมัดผมเป็นเวลานานๆ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เคราตินธรรมชาติละลายหายไป โดยเส้นผมจะมีสัมผัสที่หยาบกระด้างชี้ฟู ไม่สามารถแต่งเป็นทรงได้ อาจทำให้ผมบางลง ผมร่วง เและผมขาดง่าย

เคราตินในเล็บ
เป็นเคราตินชนิดแข็งเช่นเดียวกับในเส้นผมและขน แต่เส้นใยเคราตินมีการยึดเกาะกันเป็นแผ่นแบนและวางตัวขนานกันตามแนวยาวของเล็บ หากขาดเคราตินบริเวณเล็บ จะทำให้เล็บเปราะหักง่าย ฉีกเป็นชั้น

หากอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายก็คือ เคราตินเป็นสารอาหารหลักของกระบวนการงอกใหม่ของเส้นผม เส้นขน และเล็บ รวมถึงเซลล์ผิวหนัง อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ไว้ใช้งานได้เองตามธรรมชาติ เคราติน มีกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่ในลักษณะผลัดเซลล์เก่าแทนที่เซลล์ใหม่

โรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการสร้างเคราติน

โรคดักแด้ (Epidermolysis Bullosa) ซึ่งการกลายพันธุ์ของยีนมีผลให้ผิวหนังแห้ง เปราะบางอย่างรุนแรงตั้งแต่กำเนิด และผิวหนังจะมีลักษณะพุพองมากขึ้นหากเกิดการเสียดสี

โรคผิวหนังเกล็ดปลา (Epidermolytic hyperkeratosis) ที่พบการสร้างเคราตินมาผิดปกติเนื่องจากการกลายพันธุ์ของยีน ทำให้ผิวหนังมีลักษณะแข็งคล้ายหิน

มะเร็งผิวหนังชั้นกำพร้า (Keratinocyte carcinoma) ซึ่งมักพบได้บ่อยในกลุ่มคนผิวขาว เกิดจากการได้รับรังสียูวีที่มากเกินไปจนยีนที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งตัวของเซลล์คีราติโนไซต์เกิดการกลายพันธุ์จนทำให้เกิดการแบ่งตัวที่ผิดปกติและกลายเป็นมะเร็ง

การสร้างโปรตีนเคราตินในมนุษย์ถูกควบคุมโดยปัจจัยทั้งภายในและภายนอก ได้แก่ พันธุกรรม, ฮอร์โมน, สารอาหาร, รังสียูวี, การเกิดบาดแผล, และสารเคมีต่าง ๆ

การเลือกรับประทานอาหารเพื่อให้กระตุ้นสร้างเคราตินนั้น ควรเลือกอาหารที่อยู่ในหมวดโปรตีนเป็นหลัก นอกจากจะพบเคราตินในอาหารจำพวกโปรตีนเป็นหลักแล้ว รองลงมาก็คืออาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและอาหารที่มีกรดอะมิโนจำเป็น เช่น กรดไขมัน โดยแหล่งอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในกระบวนการสร้างเคราติน ได้แก่ ปลาแซลมอน ไข่ไก่ และตระกูลถั่ว เช่น อัลมอนด์ พีแคน มะม่วงหิมพานต์ วอลนัท ถั่วแดง มะม่วง สัปปะรด กีวี ลูกพืช ชีส นมพร่องมันเนย โยเกิร์ต บลูเบอร์รี ราสเบอร์รี สตอเบอร์รี บร็อคโคลี ผักปวยเล้ง ผักโขม ผักคะน้า หอยนางรม เมล็ดฟักทอง และเนื้อไก่ เป็นต้น

———————————————————————————————————————————————————-
ให้โอกาส ซีไนน์ ได้ดูแลคุณ…

เนื่องจากเคราติน ถูกทำลายได้อย่างง่าย ทั้งจากอายุที่มากขึ้น จากสิ่งแวดล้อม และสารเคมีต่าง ๆ จากการทำผม ซีไนน์ จึงมีผลิตภัณฑ์ดูแลผมที่เสริมเคราติน เป็นก ารทำทรีทเม้นท์แบบง่าย ๆ ทำได้เองที่บ้านด้วยการสระผมตามปกติ  ซีไนน์ขอแนะนำ 3 ตัวช่วย เสริมเคราตินให้เส้นผม ดังนี้

KERATIN ROSE SHAMPOO

KERATIN ROSE CONDITIONER

KERATIN HAIR SERUM

Posted on

5 เครื่องดื่มในมื้อเช้า ตัวช่วยในการ “ลดน้ำหนัก”

หลายคนจะทราบดี ว่าการลดน้ำหนัก ลดความอ้วนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องฝืนความเคยชินส่วนตัว ต้องลุกมาออกกำลังกาย ต้องเข้มงวดในการควบคุมอาหาร ต้องอดของชอบทั้งหลาย ซึ่งก็ไม่แปลกถ้าจะรู้สึกเหนื่อยกับความพยายามนี้ ดังนั้น น่าจะดีกว่าถ้าเราจะมีตัวช่วยอื่นๆ ที่ทำควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้ความพยายามในการลดน้ำหนักกลายเป็นความลำบากแล้วล้มเลิกไปเสียก่อน

เพราะการลดน้ำหนักจะเห็นผลและประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่อง ทั้งการควบคุมอาหารอย่างเหมาะสม และการออกกำลังกายเป็นประจำ แต่จริงๆ แล้ว หากคุณรู้เคล็ดลับ ว่าแค่เปลี่ยนแปลงมื้อเช้าสักเล็กน้อยเท่านั้น สามารถช่วยให้การลดน้ำหนักของคุณง่ายขึ้น ทุกเช้า คุณอาจจะดื่มกาแฟเพียงแก้วเดียวเพราะคิดว่าเป็นตัวเลือกที่ดีในการลดน้ำหนัก แต่มีตัวช่วยที่ดีและมีประโยชน์กว่านั้น หากคุณต้องการแค่เครื่องดื่มสักแก้วในมื้อเช้า

ซึ่งเคล็ดลับในการลดน้ำหนัก ควรจะเริ่มจากการเริ่มต้นวันใหม่ด้วยสิ่งที่ดีต่อสุขภาพและคงระดับพลังงานในร่างกายไว้ตลอดวัน แล้วรู้ไหม? ว่าเครื่องดื่มง่ายๆ บางอย่างอาจทำให้สุขภาพของคุณเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ที่สำคัญเครื่องดื่มเหล่านี้ยังมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักได้ในเวลาเดียวกัน นี่คือ 5 เครื่องดื่มสุขภาพที่ทำได้ง่ายและรวดเร็วซึ่งคุณสามารถดื่มมันเป็นกิจวัตรประจำวันทุกเช้า เพื่อสุขภาพที่ดีและช่วยให้การลดน้ำหนักง่ายขึ้น (ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ควรทำควบคู่ไปกับการคุมอาหารและออกกำลังกายเป็นประจำ)

  1. น้ำมะนาวผสมเมล็ดเจีย

ทั้งมะนาวและเมล็ดเจียล้วนมีประโยชน์ในการลดน้ำหนัก ซึ่งเมื่อนำทั้งสองมารวมกัน ยิ่งได้เป็นเครื่องดื่มที่มหัศจรรย์สำหรับการลดน้ำหนัก และสุขภาพโดยรวมเลยทีเดียว วิธีการเตรียมไม่ได้ยุ่งยาก เพียงใช้น้ำอุ่น 1 แก้ว ผสมกับน้ำมะนาวครึ่งลูก ทั้งนี้ยังสามารถเติมน้ำผึ้งลงไปได้เล็กน้อย เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมขึ้น จากนั้นเติมเมล็ดเจียลงไป ใช้ดื่มทุกเช้า เพื่อช่วยในการลดน้ำหนัก ล้างพิษสาร ต่อต้านอนุมูลอิสระ และประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย

  1. ชาเขียว

ชาเขียวแท้ๆ ที่ไม่เจือปนอะไรเลยมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่าง เนื่องจากชาเขียวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ กรดอะมิโน วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี สารในกลุ่มแซนทีนอัลคาลอยด์ คือ กาเฟอีน และธิโอฟิลลีน ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง สารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ซึ่งมีส่วนช่วยป้องกันความเสี่ยงจากโรคต่างๆ และยังนิยมใช้เป็นเครื่องดื่มสำหรับลดน้ำหนักอย่างแพร่หลายด้วย ฉะนั้นจะรออะไร ทุกๆ เช้า ลองเปลี่ยนจากกาแฟแก้วโปรดมาดื่มชาเขียวดูสิ!

  1. น้ำส้มสายชูแอปเปิลไซเดอร์

เป็นน้ำส้มสายชูที่ได้จากการหมักแอปเปิลสด แอปเปิลไซเดอร์มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เนื่องจากไม่ผ่านความร้อนและการกรอง จึงยังคงเอนไซม์และแร่ธาตุจากธรรมชาติไว้ ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดที่เป็นโทษต่อร่างกาย ลดน้ำตาลในเลือด บำรุงหัวใจ และช่วยเรื่องลดน้ำหนัก เตรียมน้ำเปล่าครึ่งแก้วแล้วเติมน้ำส้มสายชูแอปเปิลไซเดอร์ลงไป 1 ช้อนโต๊ะ (แต่อย่าเติมมากเกินไป เพราะมีความเป็นกรดสูง รสเปรี้ยวจัด) ใช้ดื่มทุกเช้า แต่ควรใช้หลอดดูด เพื่อลดโอกาสการทำลายเคลือบฟันจากความเป็นกรดสูง

  1. น้ำดีท็อกซ์

หากคุณต้องการลดน้ำหนักและมีสุขภาพที่ดีด้วย คุณสามารถเลือกน้ำดีท็อกซ์ได้ ซึ่งน้ำดีท็อกซ์ก็ดีท็อกซ์สมชื่อ จึงเป็นอีกทางเลือกที่ดีเยี่ยมในการขับของเสีย ขับสารพิษออกจากร่างกาย และเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน ในการทำน้ำดีท็อกซ์ก็ไม่ได้ยาก คุณอาจใช้แตงกวา น้ำมะนาว ใบมิ้นท์ และขิงฝานลงไปในน้ำเปล่าที่เตรียมไว้ จากนั้นเก็บทิ้งไว้สักระยะ เมื่อได้ที่ก็นำออกมาดื่มในตอนเช้า หรือจะดื่มแทนน้ำเปล่าระหว่างวันก็ได้เช่นกัน

  1. น้ำยี่หร่า

น้ำยี่หร่านั้นมีประโยชน์อย่างมากในการลดน้ำหนัก ซึ่งเครื่องดื่มนี้ช่วยปรับกระบวนการเผาผลาญของคุณได้ นอกจากนี้น้ำยี่หร่า ยังช่วยลดความหิวและเพิ่มการเผาผลาญไขมัน เพียงแช่เมล็ดยี่หร่า 1 ช้อนโต๊ะลงในน้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้ข้ามคืน กรองเอากากเมล็ดยี่หร่าออกแล้วดื่มทุกเช้า หรือถ้าไม่อยากกรอกออก คุณจะดื่มน้ำยี่หร่าแล้วเคี้ยวเมล็ดยี่หร่าไปด้วยก็ได้

บทความ https://www.sanook.com/health/28445/